ยินดีต้อนรับเข้าสู่ "เทศบาลตำบลท่าข้าวเปลือก" อ.แม่จัน จ.เชียงราย โทร. 053-602591
 
 
ข้อมูลทั่วไป
•  ข้อมูลทั่วไป
•  วิสัยทัศน์
•  นโยบายของนายกเทศมนตรี
•  ยุทธศาสตร์การพัฒนา
•  สถานที่ศักดิ์สิทธิ์ในพื้นที่
•  ท้องถิ่นด้วยเทคนิค SWOT Analysis
•  ท่าข้าวเปลือกในอดีต
•  วิสัยทัศน์นายกเทศมนตรีท่าข้าวเปลือก
•  อำนาจหน้าที่
 
โครงสร้างบริหาร
•  โครงสร้างหน่วยงาน
•  ผู้บริหาร
•  สมาชิกสภา
•  หัวหน้าส่วนราชการ
•  สำนักปลัด
•  กองคลัง
•  กองช่าง
•  กองการศึกษา
•  กองสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม
•  โครงสร้างศูนย์บริการสาธารณสุขที่ 1
•  โครงสร้างศูนย์บริการสาธารณสุขที่ 2
•  หน่วยตรวจสอบภายใน
 
การเงิน-การคลัง
•  ทดสอบ
•  รายงานการรับเงินรายได้ และจ่ายเงินตามงบประมาณรายจ่าย พ.ศ.2561 (ไตรมาส 1 -4)
•  รายงานงบแสดงฐานะการเงินและงบอื่น ๆ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2561
 
งานจัดเก็บรายได้
•  รอเพิ่มข้อมูล
 
แผนพัฒนาสามปี
•  แผนพัฒนาสามปี
•  โครงการแผนพัฒนาสามปี
•  ประกาศ เรื่อง การใช้แผนยุทธศาสตร์การพัฒนา (พ.ศ.2559 - 2563)
•  ประกาศ เรื่องการใช้แผนพัฒนาสามปี (พ.ศ.2559 - 2561 )
•  ประกาศใช้แผนพัฒนาสามปี-พ.ศ.2560-2562
•  แผนพัฒนาสามปี-พ.ศ.2560-2562
•  ประชาสัมพันธ์ประกาศใช้แผนพัฒนาท้องถิ่นสี่ปี พ.ศ.2561-2561 เพิ่มเติมเปลี่ยนแปลง ครั้งที่ 1
•  ประชาสัมพันธ์ประกาศใช้แผนพัฒนาท้องถิ่นสี่ปี พ.ศ.2561-2561 เพิ่มเติมเปลี่ยนแปลง ครั้งที่ 1 (แบบ ผ.01)
•  ประชาสัมพันธ์ประกาศใช้แผนพัฒนาท้องถิ่นสี่ปี พ.ศ.2561-2561 เพิ่มเติมเปลี่ยนแปลง ครั้งที่ 1 (แบบ ผ.02 อุดหนุนหน่วยงานอื่น)
•  ประชาสัมพันธ์ประกาศใช้แผนพัฒนาท้องถิ่นสี่ปี พ.ศ.2561-2561 เพิ่มเติมเปลี่ยนแปลง ครั้งที่ 1 (แบบ ผ.08)
 
งบประมาณรายจ่าย
•  ประกาศ เรื่องใช้เทศบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบปรมะาณ พ.ศ. 2559
•  ประกาศ เรื่องใช้เทศบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2560
•  รายงานรายละเอียดประมาณการรายจ่ายงบประประมาณรายจ่ายทั่วไป ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2560
•  ประกาศ เรื่อง ใช้เทศบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2561
•  ส่วนที่ 1 คำแถลง เทศบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2561
•  ส่วนที่ 2 เทศบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2561
•  ประมาณการรายรับ เทศบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2561
•  รายงานประมาณการรายจ่าย เทศบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2561
•  รายงานรายละเอียดประมาณการรายจ่าย เทศบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2561
•  เทศบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2561
•  ประกาศใช้เทศบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ-พ.ศ.2562
•  เทศบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ-พ.ศ.2562-1
•  เทศบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ-พ.ศ.2562-2
 
รายงานผลปฏิบัติงาน
•  ประกาศ เรื่อง รายงานผลการติดตามและประเมินผลแผนพัฒนาท้องถิ่นสี่ปี (พ.ศ.2561-2564) ครั้งที่ 1
•  รายงานการติดตามและประเมินผลแผนพัฒนาท้องถิ่นสี่ปี (พ.ศ.2561-2564) ครั้งที่ 1
•  รายงานผลการดำเนินงานปี-2560
 
รายงานการประชุมสภาฯ
•  รอเพิ่มข้อมูล
 
แผนการดำเนินงาน
•  ประกาศ เรื่อง การใช้แผนการดำเนินงานของเทศบาลตำบลท่าข้าวเปลือก ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2559
•  ประกาศใช้แผนดำเนินงาน-ประจำปีงบประมาณ-พ.ศ.2560
•  แผนดำเนินงาน-ประจำปีงบประมาณ-พ.ศ.2560
•  ประชาสัมพันธ์แผนการดำเนินงาน ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2561
•  รายละเอียดแผนการดำเนินงานประจำปี พ.ศ.2561
•  ประกาศ เรื่อง การใช้แผนการดำเนินงาน ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2562
•  รายละเอียดแผนการดำเนินงานประจำปี พ.ศ.2562
 
แผนการจัดซื้อพัสดุ
•  แผนปฏิบัติการจัดซื้อจัดจ้าง ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2557
•  แผนปฏิบัติการจัดซื้อจัดจ้าง ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2558
•  แผนปฏิบัติการจัดซื้อจัดจ้าง ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2559
•  แผนการจัดหาพัสดุ ประจำปีงบประมาณ 2560
•  แผนปฏิบัติการจัดซื้อจัดจ้าง ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2560
•  แผนการจัดหาพัสดุ ประจำปีงบประมาณ 2561
•  รายงานแผนปฏิบัติการจัดซื้อจัดจ้าง ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2561
•  ประกาศ เทศบาลตำบลท่าข้าวเปลือก เรื่องเผยแพร่แผนการจัดซื้อจัดจ้าง ประจำปีงบประมาณ 2561
•  แผนการจัดหาพัสดุ ประจำปีงบประมาณ 2561 (แบบ ผด.1)
•  รายงานสรุปผลการจัดซื้อจัดจ้างเดือน ตุลาคม 2560 (สขร.1)
•  สรุปผลการจัดซื้อจัดจ้างเดือนพฤศจิกายน 2560 (สขร.1)
•  ประกาศเปลี่ยนแปลงแผนการจัดซื้อจัดจ้าง ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2561
•  ประกาศเผยแพร่แผนารจัดซื้อจัดจ้าง ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2562
 
ผลการจัดซื้อจัดจ้าง
•  แผนปฏิบัติการจัดซื้อจัดจ้าง ปีงบประมาณ พ.ศ.2558
•  ผลการปฏิบัติงานตามแผนการจัดซื้อจัดจ้าง ปี 2557
•  ผลการปฏิบัติงานตามแผนการจัดซื้อจัดจ้าง ปี 2558
•  ผลการปฏิบัติงานตามแผนการจัดซื้อจัดจ้างปปีงบประมาณ พ.ศ.2559
•  สรุปผลการจัดซื้อจัดจ้างเดือนตุลาคม 2560 (สขร.1)
•  สรุปผลการจัดซื้อจัดจ้างเดือนตุลาคม 2560 (สขร.1)
•  สรุปผลการจัดซื้อจัดจ้างเดือนธันวาคม 2560 (สขร.1)
•  ประกาศสรุปผลการจัดซื้อจัดจ้างโครงการก่อสร้าง ประจำปีงบประมาณ 2561
 
กองทุนหลักประกันสุขภาพฯ
•  โครงการสูงวัยใส่ใจสุขภาพ ของกลุ่มผู้สูงอายุ ปี2559
•  โครงการอบรมผู้นำเต้นแอโรบิค ของกลุ่มพัฒนาสตรี ปี2559
•  ขอเชิญประชุมประจำปี 2559
•  ขอประชาสัมพันธ์การนำเสนอโครงการเพื่อขอรับสนับสนุนงบประมาณจากองทุน 2559
•  ขอเชิญประชุม 2/2559
•  ขอเชิญประชุม 3/2559
•  สรุปผลการดำเนินงาน งบประมาณ 2559
•  การติดตามรูปเล่มโครงการ 2559
•  ติดตามรายงานความก้าวหน้าโครงการ 2559
•  สรุปการเบิกจ่ายเงินกองทุน 2559
 
เอกสารดาวน์โหลด
•  รอเพิ่มข้อมูล
 
รายงานผลการปฏิบัติตามแผนป้องกันการทุจริตประจำปี
•  ผลการดำเนินการป้องกันการทุจริต ตามแผนปฏิบัติการป้องกันปราบปรรามการทุจริต ประจำปี พ.ศ. 2561 ระหว่างเดือนตุลาคม 2560 - มีนาคม 2561
•  ผลการดำเนินการป้องกันการทุจริต ตามแผนปฏิบัติการป้องกันปราบปรรามการทุจริต ประจำปี พ.ศ. 2561
 
 
 
 
 

แหล่งท่องเที่ยว

ศาลเจ้าผู้ครองเมืองหนองหล่ม

เมื่อ 03/02/2015 เวลา 11:02:55 น.


พุทธพยากรณ์

 

เมื่อสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ได้สำเร็จพระปรมาภิเษกสัมโพธิญาณได้ 15 พรรษา เสด็จไปสู่กรุงกบิลพัสดุ์ ประทับ ณ นิโครธารามเทศนามหาเวสสันดรชาดก

ครั้นพรรษาที่ 16 พระองค์เสด็จออกจากกรุงกบิลพัสดุ์แล้วก็เสด็จมายังแว่นแคว้นโยนกนาคพันธุ์สิงหนวัตินครประทับสำราญอยู่  ณ  ดอยน้อยหนพายัพ ห่างเวียง  1000 วา  พระยาสิงหนวัติราช  ได้เชิญสมเด็จพระบรมศาสดาจารย์และพระอรหันต์สาวกทั้งหลายที่เสด็จตามเข้าไปฉันภัตราหารในพระราชวัง ขณะนั้นพระยาช้างต้นของพระเจ้าสังหนวัติราช(1) ได้เห็นพระพุทธพรรณรังสีเป็นที่อัศจรรย์ใจ ก็ตื่นออกจากแหล่งและโรงแล่นร้องแสนๆ ไปทางทิศอุดรแล้วก็หยุดอยู่ ณ ฝั่งแม่น้ำขละนที ด้วยเหตุนี้สมเด็จพระบรมครูเจ้าจึงแย้มพระโอษฐ์ตรัสพยากรณ์ไว้ว่า ภายหน้าจะมีพระยาตนหนึ่งมาสร้างนคร ณ สถานที่ ที่ช้างไปหยุดยืนอยู่นั้น  เมืองนั้นจะได้ชื่อว่า เมืองช้างแสน      ตามนิมิตอันช้างร้องแสน ๆ ถวายเสียงในครั้งนั้น และเนื้อความต่อไปนี้ว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าได้เสด็จไปประทับในสถานที่ต่างๆ  ประดิษฐานพระเกศาธาตุและตรัสพระยากรณ์ต่างๆ หลายแห่งหลายตำบล ในที่สุดว่าได้เสด็จไปจำพรรษาอยู่ ณ ปราสาทอาฬวกยักษ์ ณ เมืองเชียงรุ้ง สิบสองปันนาและทรงพยากรณ์ไว้ว่า ภายหน้าที่นี้จะได้ชื่อว่า      อารวีเชียงรุ้ง ครั้นออกพรรษาแล้วเสด็จกลับจากเชียงรุ้ง มาประทับเมืองโยนกนครอีก ประดิษฐานรอยพระพุทธบาทไว้   ณ ตำบลผาเรือแห่งหนึ่ง ตำบลสันทรายหลวงอีกแห่งหนึ่ง แล้วเสด็จกลับจากโยนกนครไปสู่เวฬุวนาราม           ณ กรุงราชคฤมหานคร ฝ่ายพระยาสิงหนวัติราชนั้น ได้ครองราชสมบัติ ตั้งแต่พระชนมายุได้ 18 พรรษา ศักราชได้ 17 ปี ดำรงอยู่ในราชสมบัติได้ 102 ปี ลุศักราชได้ 119 ปี ก็เสด็จดับขันธ์ทิวงคต

ลำดับนั้น เจ้าคันธกุมารราชโอรส (2) พระชนมายุได้ 42  พรรษา ได้ครองราชสมบัติในโยนกมหานครสืบไป ครั้งนั้น สมเด็จพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า ได้ตรัสรู้ปรมาภิเษกสัมโพธิญาณแล้วได้ 20 พรรษา ได้เสด็จมาสู่ประเทศโยนกอีกครั้ง เพื่อโปรดพระยาคันธราชเจ้านครโยนก ซึ่งได้เสวยราชสมบัติใหม่  ฝ่ายพระยาคันธราชเมื่อได้รับโอวาทของพระบรมครูเจ้าแล้ว ก็ทรงบำเพ็ญจริยานุวัติธรรม บำรุงรัฐประชา รักษาพระราชอาณาจักรโดยสวัสดี มาได้ 29 พรรษา พระชนมายุได้ 71 พรรษา ก็สิ้นชีพทิวงคต

พระโอรสทรงนาม อชุตราชกุมาร(3) ได้ครองราชสมบัติสืบไป พระองค์มีอัครมเหสีทรงพระนามปทุมาวดี   มีพระสิริรูปลักษณ์โสภาคงามยิ่งนัก พระชาติภพของนางนั้น  ตำนานหนึ่งว่า  เกิดในดอกบัว พระกัมโลฤาษีได้นำมาเลี้ยงไว้ จึงได้ชื่อว่าปทุมาวดี  อีกตำนานหนึ่งว่า นางเป็นลูกมฤคี ณ เชิงเขาดอยดินแดง คือ ดอยตุง พระกัมโลฤาษีได้นำมาเลี้ยงไว้ครั้นเจริญวัยได้เป็นมเหสีพระอชุตราชเจ้าโยนก นางจึงหล่อรูปกวางผู้เป็นมารดาไว้ ด้วยทองหนัก 4 แสน ประดิษฐานไว้ ณ ที่สมภพของนาง สถานที่นั้นจึงได้ชื่อว่า เมืองกวาง หรือเมืองกวานคู่กับเมืองตุม ในรัชสมัย       พระอชุตราชนั้น โบราณศักราชได้ 148 ปี สมเด็จพระสัพพัญญูพุทธเจ้าเสด็จดับขันธปรินิพพาน  พระมหากัสสปเถรเจ้านำเอาพระบรมอัฐิธาตุพระรากขวัญเบื้องซ้ายมาถวายพระยาอชุตราชเจ้าโยนกนคร ซึ่งพระองค์พร้อมด้วยเสนาอำมาตย์และราษฎรก็สโมสรต้อนรับ กระทำการสักการะบูชาเป็นมโหฬารเอิกเริกทั่วทั้งนคร แล้วเลือกหาสถานที่อันอุดมสมควรเพื่อจะสร้างมหาสถูปประดิษฐานบรมธาตุ พระมหากัสปเถรเจ้าจึงบอกเล่าแก่พระยาอชุตราชให้ทราบพยากรณ์ไว้ ณ ดอยดินแดงในหมู่สามเส้า อันเป็นที่อยู่แห่งหมู่ลาวจกนั้น พระองค์จึงให้หาผู้เป็นหัวหน้าพวกลาวจกมาเฝ้าแล้วพระราชทานทองคำแสนกหาปณะให้แก่ลาวจกขอเอาที่แดนของลาวจกเป็นที่สร้างสถูป มีอาณาเขตแต่องค์พระสถูปออกไปโดยรอบด้านละ 3000 วา เป็นบริเวณพระสถูปนั้น เมื่อจะสร้างพระมหาสถูปนั้นให้ทำธงตะขาบใหญ่ยาวถึงพันวาปักไว้บนยอดเขาดอยปู่เจ้าหางธงปลิวไปเพียงใดกำหนดหมายเป็นฐานพระสถูปเพียงนั้น เพราะเหตุ

นั้นดอยนี้จึงมีนามปรากฎว่า ดอยธง ครั้นการก่อพระสถูปนั้นสำเร็จแล้วเชิญพระบรมธาตุบรรจุไว้ในมหาสถูปและมีการฉลองแล้วพระมหากัสสปเจ้าก็กลับไปจากโยนกมหานคร  พระยาอชุตราชครองราชสมบัติ เป็นเจ้าแผ่นดินโยนกนคร อยู่จิรกาลนานได้ 100 พรรษา พระชนมายุได้ 120 พรรษา จึงเสด็จดับขันธ์ทิวงคต

พระโอรสทรงนามพระมังรายนราชกุมาร พระชนม์ได้ 46 พรรษา ได้เถลิงถวัลย์ราชสมบัติสนองพระองค์พระชนการาชสืบไป ครั้งนั้นยังมีพระอรหันต์องค์หนึ่งชื่อพระมหาอชิรโพธิเถร มีศิษย์สงฆ์บริวาร 500 คน พากันมาสู่ประเทศโยนกนาคนครนี้และนำเอาพระบรมสารีริกธาตุแห่งพระสัมมาสัมพุทธเจ้า 50 องค์ มาถวายพระมังรายนราชเจ้านครโยนกพระองค์ก็ให้สร้างเจดีย์บรรจุไว้ ณ เกตุบรรพตดอยตุงในบริเวณมหาสถูปนั้น พระมหาวชิรโพธิเถรกับหมู่สงฆ์บริวาร ก็กลับคืนยังเมืองราชคฤหในวันแรม 1 ค่ำ เดือน 6 พุทธศาสนากาลได้ 150 พรรษา

พระเจ้ามังรายนราช(4) มีพระราชโอรส 2 พระองค์ องค์ใหญ่ทรงนามพระองค์เชือง(5) เมื่อพระชนมายุได้   55 พรรษา ได้ครองราชสมบัติแทนพระราชบิดา ดำรงอยู่ในราชสมบัติมาจนลุพุทธศาสนากาลได้ 181 พรรษา อยู่ในราชสมบัติได้ 31 พรรษา พระชนมายุได้ 86 พรรษาก็เสด็จทิวงคต

พระองค์ชินราชบุตร(6) ได้ครองราชสมบัติสืบไปได้ 20 พรรษาสิ้นชีพวายชนม์แล้ว

พระองค์คำราชบุตร(7) ได้ครองเมืองต่อไปได้ 16 พรรษา

พระองค์เกิงราชบุตร(8)ได้ครองราชสมบัติสืบต่อมาในรัชสมัยนี้ได้มีพระมหารักขิตเถรนำพระบรมสารีริกธาตุ 9 พระองค์มาถวายเจ้าโยนกนาคพันธ์บุรี พระองค์จึงให้แบ่งพระบรมธาตุออกเป็น สามส่วน ส่วนขนาดใหญ่ 6องค์นั้นสร้างพระสถูปประดิษฐานไว้ยังเกตุบรรพต คือดอยตุง อีกส่วนหนึ่ง 3 องค์นั้นให้อุปราชแสนเมืองนำไปถวายพระยาสมพระราชบิดาผู้ครองเมืองไชยนารายณ์ พระองค์ได้ครองราชย์สมบัติจนลุพุทธศาสนากาลได้   276  พรรษาก็ทิวงคต

พระองค์ชาติ(9) ได้เถลิงถวัลย์ราชสมบัติสืบสันตติวงศ์ดำรงราชย์ต่อไปได้ 19 ปี ก็สวรรคต

พระองค์เว่า(10) ได้ครองราชย์สมบัติต่อไปได้ 18 ปี  เมื่อเสวยราชย์ได้ 1 ปี ท่านได้สร้างพระสถูปเจดีย์ไว้     ณ ที่บรรจุพระเกศาธาตุ ณ ดอยเว่า เมื่อพระพุทธศาสนากาลล่วงได้ 290 พรรษา ครั้นพระองค์เว่าสิ้นชีพวายชนม์แล้ว  พระองค์แวนราชบุตร(11) ได้เสวยราชสมบัติต่อไปได้  16  ปี  ท่านได้สร้างพระเจดีย์บรรจุพระเกศาธาตุองค์หนึ่ง      ณ ที่ฝั่งฟากตะวันออกแห่งแม่น้ำของเจดีย์นั้นแล้วสำเร็จบริบูรณ์ในวันศุกร์  เพ็ญเดือน 5 ปีมะเมีย พระพุทธศาสนากาลล่วงได้  364  พรรษา

พระองค์แก้วราชบุตร(12)  ได้ครองราชย์สมบัติต่อมาได้สร้างพระสถูปและอารามไว้  ณ ฝั่งฟากตะวันออกแม่น้ำของแห่งหนึ่งสำเร็จในวันพุธ  เพ็ญเดือน 6 ปี ชวด  พระพุทธศาสนากาลได้  331 พรรษา  พระองค์ครองราชย์สมบัติได้  15  ปี ก็ทิวงคต

พระองค์เงินราชบุตร(13) ซึ่งเป็นกษัตริย์ลำดับที่ 13 ได้ครองราชสมบัติต่อจากพระองค์แก้วและพระองค์ได้สร้างพระสถูปและอารามที่หลังผารูปเต่าอันเป็นที่พระพุทธเจ้าได้เสด็จมาประทับและพยากรณ์ไว้สำเร็จในวันพฤหัสบดี เดือน 6 ขึ้น 15 ค่ำ ปีฉลู พระพุทธศาสนากาลล่วงได้ 345 พรรษา เสวยราชสมบัติได้ 15 ปี ก็ทิวงคต

พระองค์ตน(14) ซึ่งเป็นราชโอรสได้ครองราชสมบัติสืบไป พระองค์ได้สร้างวิหารพระพุทธบาทที่เขาผาเลือกสำเร็จสมบูรณ์ในวันศุกร์ เพ็ญเดือน 8 จนถึงพระพุทธศาสนากาลล่วงได้ 372 พรรษา ก็ทิวงคต

พระองค์งาม(15) พระชนมายุได้ 50 พรรษา ได้ขึ้นครองราชสืบต่อมา ลุพุทธศาสนากาลล่วงได้ 374 พระองค์ได้สร้างพระเจดีย์ ณ จอมผาเลงโลก สำเร็จบริบูรณ์ในวันพุธ เพ็ญเดือน 6 ลุพุทธศาสนากาลได้ 405 พรรษา ก็สิ้นชีพทิวงคต พระชนมายุได้ 80 พรรษา อยู่ในราชสมบัติได้ 32 ปี

พระราชโอรส นัดดา และปนัดดา ได้เสวยราชสมบัติสืบพระองค์ต่อๆกันไป คือ

พระองค์ลือ(16)                          เสวยราชสมบัติได้                       17  ปี

พระองค์รอยอนุชา(17)                 เสวยราชสมบัติได้                       15  ปี

พระองค์เชิงราชบุตร(18)              เสวยราชสมบัติได้                       18  ปี

พระองค์พังราชบุตร(19)               เสวยราชสมบัติได้                       16  ปี

พระองค์เภาราชบุตร(20)              เสวยราชสมบัติได้                       17  ปี

พระองค์พิมพ์ราชบุตร(21)            เสวยราชสมบัติได้                       19  ปี

และมีพระราชโอรส นัดดาได้เสวยราชสมบัติสืบลำดับกันไปอีกคือ

พระองค์สิงห์(22)                        เสวยราชย์ได้                              16  ปี

พระองค์สม(23)                          เสวยราชย์ได้                              12  ปี

พระองค์สวรรค์(24)                     เสวยราชย์ได้                              20  ปี

พระองค์แพง(25)            เสวยราชย์ได้                              21  ปี

พระองค์พวน(26)                       เสวยราชย์ได้                              12  ปี

พระองค์จัน(27)                          เสวยราชย์ได้                              10  ปี

พระองค์ฟู(28)                            เสวยราชย์ได้                              12  ปี

พระองค์ฝัน(29)                          เสวยราชย์ได้                              7    ปี

พระองค์วัง(30)                           เสวยราชย์ได้                              49  ปี

พระมังสิงห์(31)                          เสวยราชย์ได้                               50  ปี

พระมังแสน(32)                          เสวยราชย์ได้                              25  ปี

พระมังสม ( พระอนุชาพระมังแสน)(33)     เสวยราชย์ได้                  9    ปี

พระองค์ทิพ(34)                          เสวยราชย์ได้                              16  ปี

พระองค์กอง(35)                         เสวยราชย์ได้                              17  ปี

พระองค์กม(36)                          เสวยราชย์ได้                              4    ปี

พระองค์ชาย(37)                         เสวยราชย์ได้                              26  ปี

พระองค์ชิน(38)                          เสวยราชย์ได้                              14  ปี

พระองค์ชม(39)                          เสวยราชย์ได้                              19  ปี                

พระองค์กัง(40)                           เสวยราชย์ได้                              15  ปี

พระองค์กิง(41)                           เสวยราชย์ได้                              14  ปี

พระองค์เคียง(42 )                       เสวยราชย์ได้                              18  ปี

พระองค์พังค์  (พังคราช) (43)ได้ครองราชย์สืบต่อมา และในรัชกาลของพระองค์ซึ่งเป็นเจ้าผู้ครองนครโยนกนาคบุรีนั้น มหาศักราชล่วงได้ 277 ปี  ครั้งนั้นนครโยนกร่วงโรย ราชอำนาจอ่อนน้อยถอยลง พวกขอมอุมงค์เสลานครกลับกำเริบตั้งแข็งเมืองขึ้น เจ้าโยนกนครปราบปรามไม่ชนะ ขอมมีกำลังและอำนาจมากกว่าก็ยกพลโยธาเข้าตีปล้นเอาพระนครโยนกได้ในวันอาทิตย์ เดือน 5 แรม 1 ค่ำ พระพุทธศาสนากาลล่วงได้ 900 พรรษา พระยาขอมจึงไล่พระองค์พังคราชเจ้านครโยนกกับราชเทวี ไปอยู่ ณ เวียงสีทวงริมแม่น้ำสายทิศตะวันตกเฉียงเหนือแห่งโยนกนคร และขอมเข้าจัดการเมืองเป็นใหญ่ในนครโยนกและแว่นแคว้นทั่วไป

ฝ่ายพระองค์พังคราชเจ้ากับราชเทวีซึ่งต้องขับไล่ไปอยู่ ณ ตำบลเวียงสีทวงนั้น ครั้นอยู่ได้ 1 ปี ราชเทวีก็ทรงครรภ์ ประสูติได้ราชกุมารองค์หนึ่ง พระบิดาขนานนามว่า เจ้าทุกขิตกุมาร เหตุเกิดเมื่อยามทุกยากครั้นอยู่ต่อมาได้อีก  2 ปี ราชเทวีก็ทรงครรภ์คำรบสอง  เมื่อจะตั้งพระครรภ์นั้นพระมารดาทรงพระสุบินนิมิตว่า มีช้างเผือกตัวหนึ่งมาอยู่ในกลางบ้านแล้วแล่นไล่คนลงไปทางทักษิณทิศครั้นเมื่อพระนางเธอทรงครรภ์ได้ 7 เดือนให้บังเกิดความปราถนาอยากได้เครื่องสรรพาวุธยุทธภัณฑ์ต่างๆ พระสวามีของนางก็ขวนขวายหามาให้ตามความปราถนา ครั้นพระครรภ์ครบทศมาสก็ประสูติราชกุมารในวันอาทิตย์ แรม 8 ค่ำ เดือน 6 คือเดือน 4 ไทย ปีกาไซ้ ( ปีมะเส็ง ) มหาศักราชได้ 283 ปี เวลารุ่งแจ้ง ราชกุมารนั้นมีวรรณะผุดผ่องและสิริรูปลักษณะงามดุจดั่งพรหม พระบิดาจึงขนานนามว่า พรหมกุมาร

ครั้นพรหมกุมารเจริญวัยมีชนมายุได้ 7 ขวบก็มีน้ำใจองอาจ กล้าหาญชอบเครื่องสรรพยุทธ์ และวิชาการยุทธ์ทั้งปวง ครั้นชนมายุได้ 13 ขวบ มหาศักราชล่วงได้ 293 ปี ดับไซ้ คือปีมะเส็ง เดือน 9 คือเดือน 7 ขึ้น 8 ค่ำ วันอังคาร ยามกลางคืนค่อนแจ้ง พรหมกุมารทรงสุบินนิมิตฝันเห็นเทพดาลงมาหาแล้วบอกว่า ถ้าเจ้าอยากได้ช้างมงคลตัวประเสริฐ รุ่งเช้าวันนี้จงตัดขอไม้ไร่ถือไป และจงไปล้างหน้าที่แม่น้ำของ เจ้าจักได้เห็นช้างเผือกล่องน้ำมา 3 ตัว ถ้าจับได้ตัวที่ 1 จะได้ปราบทวีปทั้ง 4 ถ้าจับได้ตัวที่ 2 จะได้ปราบชมพูทวีปแต่ทวีปเดียว ถ้าจับได้ตัวที่ 3 จะได้ปราบแว่นแค้นล้านนาไทยประเทศขอมดำทั้งมวล เทพดาบอกความแล้วก็กลับไป พรหมกุมารสะดุ้งตื่น ก็พอรุ่งแจ้งจำความฝันนั้นได้แม่นยำจึงเรียกเด็กบริวาร 50 คน มาสั่งให้ไปตัดขอไม้ไร่ แล้วก็พากันไปสู่ท่าน้ำ ณ  ฝั่งแม่น้ำขละนที คือแม่น้ำของ สรงแล้วก็รอคอยอยู่ประมาณครู่หนึ่งก็เห็นงูตัวหนึ่งสีเหลืองเลื่ยมเป็นมันยับใหญ่ยาวยิ่งนักเลื้อยล่องน้ำมาใกล้ฝั่งแม่น้ำของ ที่พรหมกุมารกับเด็กบริวารอยู่นั้นพรหมกุมารและบริวารก็พากันหวั่นไหวตกใจกลัวมิอาจลงไปใกล้กรายได้งูใหญ่นั้นก็ล่องเลยไปจนลับตา ครั้นงูใหญ่นั้นล่องเลยไปสักครู่หนึ่งก็เห็นงูใหญ่เท่าลำตาลเลื้อยล่องมาอีกพรหมกุมารและบริวารก็มิอาจที่จะทำประการใดพากันนิ่งดูอยู่  งูนั้นก็ล่องเลยไปสักครู่หนึ่งก็เห็นงูใหญ่เท่าลำตาลล่องน้ำมาอีกตัวหนึ่ง ครั้นพรหมกุมารได้เห็นงูใหญ่ครบ 3 ตัว จึงมาระลึกถึงความฝันของเทพดามาบอกว่าจะมีช้างประเสริฐ      3 ตัว ล่องน้ำแม่ของมา ครั้นมาดูก็ไม่เห็นช้างได้เห็นแต่งูใหญ่ถึง 3 ตัว ดังนี้ชะรอยว่าช้างนั้นจะเป็นงูนี้เอง เมื่อดำริเห็นเป็นแม่นมั่นเช่นนั้นแล้วจึงสั่งบริวารทั้งหลายว่าเราจงช่วยกันจับงูตัวนี้ให้จงได้จะเป็นตายร้ายดีประการใดก็ตามทีเถิดแล้วก็พากันลงไปเตรียมคอยจับงูอยู่ริมกระแสน้ำพองูนั้นลอยมาใกล้เจ้าพรหมกุมารกับเด็กบริวารก็เอาขอไม้ไร่เข้าเกาะเกี่ยวจับงูนั้นได้งูนั้นก็กลับกลายเป็นช้างเผือกบริสุทธิ์ผุดผ่องพ่วงพีงามพรหมกุมารก็มีน้ำใจชื่นชมยินดีขึ้นขี่เหนือคอช้างนั้นเอาขอไม้ไร่เกาะเกี่ยวขับไสให้ขึ้นจากน้ำช้างนั้นก็มิได้ขึ้นลอยเล่นน้ำทวนไปมาอยู่พรหมกุมารจึงใช้เด็กบริวารไปทูลความแก่บิดาให้ทรงทราบ พระองค์พังค์จึงปรึกษาโหราจารย์ โหรแนะนำให้เอาทองคำหนัก พันหนึ่ง  (ชั่งหนึ่ง) ตีเป็นพาง คือกระดึงไปตีนำหน้า พระยาช้างจึงจะขึ้นตามน้ำได้ พระบิดาก็ให้ทำตามคำโหราจารย์ แล้วให้เจ้าทุกขิตกุมารผู้เป็นเชษฐาเจ้าพรหมกุมาร นำกระดึงทองคำไปตามหาเจ้าพรหมกุมาร ครั้นถึงจึงตีกระดึงทองนั้น พระยาช้างได้ยินเสียงตีกระดึงจึงขึ้นจากน้ำโดยปกติ ที่ๆช้างลอยน้ำอยู่นั้นจึงมีชื่อปรากฏว่าตำบลควานทอง ส่วนพระยาช้างนั้นจึงมีนามว่า ช้างพางคำ (คือกระดึงทองคำ)

ตั้งแต่พรหมกุมารได้พระยาช้างตัวประเสริฐมาไว้ ก็มีความวัฒนาการประกอบด้วยกำลังทรัพย์ และกำลังพลโยธากล้าแข้งยิ่งขึ้น จึงให้ตั้งค่ายขุดคูทดน้ำแม่สายมาเป็นน้ำในคูเมือง ให้ชื่อเมืองนั้นว่า เวียงพางคำ (กระดึงทอง) ฝึกซ้อมพลทหารให้ชำนิชำนาญในวิธียุทธ์และสร้างสมเครื่องสรรพาวุธทั้งปวงไว้เป็นอันมากแล้วก็ตั้งแข็งเมืองไม่ส่งส่วยแก่ขอม ครั้นพรหมกุมารมีชนมายุได้ 16 พรรษา ขาดส่งส่วยแก่ขอมมา 3 ปี ขอมให้มาเร่งส่วยเนืองๆหลายครั้ง ไม่ได้ พระยาขอมจึงให้เตรียมรี้พลจะมาจับพระองค์พังค์ ฝ่ายพรหมกุมารก็ประชุมพละกำลังตั้งเป็นกระบวนทัพไว้

รับรองสู้รบ มหาศักราชล่วงได้ 298 ปีวอก เดือน 7 คือเดือน 5 ขึ้น 4 ค่ำ วันอาทิตย์  พระยาขอมก็ยกรี้พลมาใกล้จะถึงเวียงสีทวง เจ้าพรหมกุมารได้ทราบก็ขึ้นทรงช้างเผือกพางคำยกรี้พลออกจากเวียงพางคำ ไปโจมตีทัพพระยาขอม       ณ ตำบลทุ่งสันทราย ก็ได้ชัยชนะโดยง่ายด้วยช้างม้ารี้พลในกองทัพพระยาขอม ได้เห็นช้างเผือกพางคำตัวประเสริฐก็พากันแตกตื่นพ่ายหนีไป พรหมกุมารก็เดินกองทัพตามตีจนถึงเมืองโยนกนครหลวง เข้าล้อมเมืองไว้ แล้วตีหักเข้าเมืองได้ขอมทั้งหลายพากันพ่ายหนีล่องไปทางทิศใต้ พรหมกุมารได้เมืองโยนกแล้วพักพลพอหายอิดโรยแล้วก็ยกกองทัพตามตีขอมต่อไป เดินทัพผ่านบ้านมิลักขุทั้งหลายไปได้เดือนหนึ่ง ก็ถึงแดนลวะรัฐะตีบ้านเมืองน้อยใหญ่ในแว่นแคว้นขอมลวะรัฐะได้หลายตำบล พวกขอมไปตั้งอยู่ที่ใดก็ยกพลตามไปตีถึงที่นั่น

ขณะนั้นร้อนถึงสมเด็จจอมรินทราธิราชทรงรำพึงว่าเจ้าพรหมกุมารไล่กำจัดขอมครั้งนี้ไม่มีที่สุดหยุดยั้งชีวิตมนุษย์จะเป็นอันตรายมากนักจำจะต้องช่วยป้องกันไว้ จึงมีเทวโองการสั่งให้พระเวศนุกรรมเทวบุตรลงไปเนรมิตเมืองกำแพงศิลากั้นทางที่พรหมกุมารจะเดินกองทัพต่อไปนั้นไว้เมืองนั้นจึงได้ชื่อว่าเมืองกำแพงเพชรด้วยเทวานุภาพนั้นเจ้าพรหมกุมารมาถึงที่นั้นแล้วก็มิอาจที่จะยกทัพล่วงเลยเมืองกำแพงเพชรไปได้ ก็หยุดยั้งตั้งทัพพักพลอยู่เพียงนั้น        ฝ่ายพวกขอมทั้งหลายที่เหลือตาย  ก็พากันพ่ายหนีล่องน้ำแม่ระมิงค์นที แม่น้ำเจ้าพระยาลงไปตราบตราบเท่าถึงฝั่งสมุทรแดนเมืองอินทรปัตถ์มหานคร

เจ้าพรหมกุมารก็เลิกทัพกลับคืนไปโยนกมหานคร อันเชิญพระองค์พังคราชพระราชบิดาเข้ามาครองราชสมบัติในโยนกนาคนครตามเดิม ให้เจ้าทุกขิตะกุมารพระเชษฐาเป็นมหาอุปราช ในเมื่อศักราชได้ 299 ปี ตั้งแต่โยนกนครเสียแก่ขอมเมืองอุมงค์เสลานครมานานได้ 19 ปี จึงได้กลับคงคืนเป็นราชธานีดังเก่าจึงมีนามว่า พระนครไชยบุรีสืบมา

ฝ่ายเจ้าพรหมกุมารจึงไปสร้างเมือง ณ ริมแม่น้ำฝาง ครั้งเมื่อสร้างสำเร็จแล้วขนานนามว่า เมืองไชยปราการ สำเร็จในวันพุธ ขึ้น 15 ค่ำ เดือนยี่ ห่างจากเมืองโยนกเชียงแสน ระยะทางคนเดินสองวัน (คือเมืองฝางทุกวันนี้)

เจ้าพรหมกุมารก็เสด็จครองราชสมบัติอยู่ ณ เมืองไชยปราการนั้น เหตุฉะนั้นแว่นแคว้นโยนกจึงมีสี่มหานคร คือ ไชยบุรี โยนกนครหลวงหนึ่ง เวียงไชยนารายณ์แคว้นขวาหนึ่ง เวียงไชยปราการแคว้นซ้ายหนึ่ง เวียงพางคำหนึ่ง นอกจากนครสี่นี้ให้ตั้งแคว้นแขวงทุกตำบลเพื่อป้องกันศึกขอมมิให้กลับมาย่ำยีพระนครอีกได้พระพุทธศาสนากาลล่วงได้ 956 พรรษา มีพระมหาเถรเจ้าตนหนึ่งชื่อพระพุทธโมษา เป็นชาวโกศล เมืองสุธรรมวดีในรามัญประเทศมาสู่ที่แว่นแคว้นโยนกนครไชยบุรีเชียงแสน ณ วันจันทร์ ขึ้น 8 ค่ำ เดือน 6 ปีชวด มหาศักราชได้ 335 ได้นำพระบรมสารีริกธาตุทั้ง 3 ขนาด รวม 16 องค์ มาถวายแก่องค์พังคราชเจ้านครโยนก ท่านจึงแบ่งปันพระบรมธาตุขนาดใหญ่หนึ่ง ขนาดกลางสอง รวมสามองค์ส่งไปให้พระยาเรือนแก้วเมืองไชยนารายณ์  พระยาเรือนแก้วพร้อมด้วยพระมหายานเถระเป็นประธานได้รับพระบรมธาตุสร้างพระสถูปไว้ ณ ท่ามกลางเมืองไชยนารายณ์ ชื่อว่า ธาตุเจ้าจอมทอง

ฝ่ายพระองค์พังคราช ก็ให้สร้างพระจดีย์องค์หนึ่งบนจอมเขาดอยน้อย ซึ่งเรียกว่า ดอยจอมกิติ พระเจดีย์นั้นกว้าง 3 วา สูง 6 วา 2 ศอก บรรจุพระบรมธาตุสำเร็จในวันจันทร์ ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 6 ได้มีมหกรรมงานฉลองพร้อมกันกับพระธาตุจอมทอง เมืองไชยนารายณ์  ณ วันพุธ เพ็ญเดือน 7 ในศกเดียวกันนั้น กษัตริย์ทั้ง สามพระองค์ทรงบำเพ็ญพระราชกุศลโดยธรรมจริยานุวัติมิได้ขาด ลุศักราชได้ 333 ปี พระองค์พังคราชเจ้านครโยนกทรงประชวรเสด็จสวรรคต

พระมหาอุปราชทุกขิต(44) ได้เสวยราชสมบัติในโยนกนครหลวงได้ 16 ปี ลุศักราช 349 ปี พุทธกาล          968 พรรษา พระเจ้าทุกขิตราชทรงประชวรเสด็จสวรรคต

ลำดับนั้น จึง พระองค์มหาวันราชโอรส(45)  พระชนมายุได้ 46 พรรษา ได้สืบสุริยวงค์ ดำรงราชสมบัติ         ณ ไชยบุรีโยนกนคร สนององค์พระราชบิดาสืบไป และได้ครองนครไชยบุรีโยนกได้ 20 พรรษา ถึง ณ ปีวอก มหาศักราชได้ 467 ก็เสด็จทิวงคต  พระชนมายุได้ 67 พรรษา

ลำดับนั้นจึง พระองค์มหาไชยชนะราชโอรส (46)ได้รับราชาภิเษกทรงราชสมบัติสืบพระวงศ์ต่อมา  ลุถึงมหาศักราช 467 ปีเถาะ พระพุทธศาสนากาลล่วงได้ 1003 พรรษา พระองค์มหาไชยชนะราช เสวยราชย์ได้ 1 ปี

อยู่มาวันหนึ่ง เป็นวันเสาร์ เดือน 7 แรม 7 ค่ำ มีราษฎรพวกหนึ่งไปหาปลาในแม่น้ำกุกะนที (แม่น้ำกก)         ได้ปลาไหลเผือกตัวหนึ่งใหญ่เท่าลำตาล ยาว 7 วา ก็พากันทุบตีให้ตายแล้วผูกเรือชักลากมาตามลำห้วย ซึ่งภายหลังมีนามว่าห้วยแม่ลาก แล้วนำมาถวายพระเจ้านครโยนกมหาไชย   พระเจ้านครโยนกมหาไชยดำรัสสั่งให้แล่เนื้อแจกกันทั่วทั้งเมือง




หนังสือราชการ สถ.

 
หนังสือราชการ สถ. จ.เชียงราย

 
ข่าวสาร งานเชียงราย
ขอเชิญชวนร่วมงานเปิดพิธีการแข่งขันกีฬาแห่งชาติ ครั้งที่ 46 จ.เชียงราย วันที่ 18 พ.ย. 61 เวลา 17.30 -20.30 น.
( Update วันที่ 17 พฤศจิกายน 2018 เวลา 10:36:21 นาที )
ไปชมดอกบัวตอง บ้านหัวแม่คำ ต.แม่สลองใน อ.แม่ฟ้าหลวง จ.เชียงราย ที่ตอนนี้กำลังเบ่งบานเต็มที่
( Update วันที่ 16 พฤศจิกายน 2018 เวลา 18:56:10 นาที )
ชวนยกแก๊งค์เพื่อน มากระโดด...มาเฮกันให้สุด ในคอนเสิร์ต ช้าง มิวสิค คอนเนคชั่น ณ เอสที สแควร์จังหวัดเชียงราย 1ธันวาคม2561 นี้ พร้อมเชิญชวนร่วมลุ้นกิจกรรมชิงรางวัลบัตรคอนเสิร์ตจำนวน 50 รางวัล
( Update วันที่ 16 พฤศจิกายน 2018 เวลา 09:17:20 นาที )
จังหวัดเชียงราย ประกอบพิธีบวงสรวงพิธีเปิดการแข่นขันกีฬาแห่งชาติ ครั้งที่ 46
( Update วันที่ 15 พฤศจิกายน 2018 เวลา 14:10:03 นาที )
แผนที่เส้นทางเดินรถ วันเปิดการแข่งขันกีฬาแห่งชาติ ครั้งที่ 46 ในวันที่ 18 พฤศจิกายน 2561 เวลา 17.30 น.-20.30 น.
( Update วันที่ 14 พฤศจิกายน 2018 เวลา 16:56:19 นาที )
ขอเชิญชวนร่วมชมนิทรรศการ เชียงใหม่-ญี่ปุ่น ๒๐๑๘ ณ ขัวศิลปะ จังหวัดเชียงราย วันที่ 17 พฤศจิกายน 2561
( Update วันที่ 12 พฤศจิกายน 2018 เวลา 10:41:57 นาที )
ขอเชิญชวนนักวิ่งเปิดประสบการณ์เส้นทางวิ่งแบบใหม่ (Run for Better Life Doi Hang Cross Country Trail) บนเส้นทางภายในเรือนจำดอยฮาง วันที่ วันเสาร์ที่ 15 ธันวาคม 2561 ณ เรือนจำชั่วคราวดอยฮาง จังหวัดเชียงราย
( Update วันที่ 09 พฤศจิกายน 2018 เวลา 11:35:10 นาที )
 
 
ยินดีต้อนรับเข้าสู่ "เทศบาลตำบลท่าข้าวเปลือก" อ.แม่จัน จ.เชียงราย โทร. 053-602591

ออนไลน์ขณะนี้ 21 ไอพี ผู้เยี่ยม 167416 ครั้ง

เทศบาลตำบลท่าข้าวเปลือก เลขที่ 98 หมู่ 3 ตำบลท่าข้าวเปลือก อำเภอแม่จัน จังหวัดเชียงราย 57110
โทรศัพท์ :053-60590 โทรสาร : 053-602673 E-mail : admin@takhaopleuk.go.th

@2018 เทศบาลตำบลท่าข้าวเปลือก ออกแบบและพัฒนาโดย :เชียงรายเอ็นเทอร์ซอฟ